2nd benefit

2nd benefit

  • หน้าแรก

คอบช. ยื่นหนังสือ ก.พลังงาน ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ

610613 ocbe

คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน เดินทางเข้ายื่นหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน เรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมสำหรับผู้บริโภค

คลิกเพื่ออ่านต่อ >>

พิมพ์ อีเมล

ผู้บริโภคเปิดสภาผู้บริโภคถกปัญหาราคาน้ำมันเเละแก๊สหุงต้ม กลั่นในไทย ทำไมขายน้ำมันเเพงกว่าส่งออกให้สิงคโปร์

610607 news4
ผู้บริโภคเปิดสภาผู้บริโภคถกปัญหาราคาน้ำมันเเละแก๊สหุงต้ม อดีตรมว.คลังชี้นโยบายการตั้งราคาขายในประเทศสูงเกิน ไม่เป็นธรรมต่อประชาชน แนะ 8 ข้อเสนอแก้ปัญหาพลังงาน

คลิกเพื่ออ่านต่อ >>

พิมพ์ อีเมล

ค้าน กกพ.เพิ่มค่าเอฟที 12 สต. ชี้ไม่สมเหตุสมผล คาดการณ์ราคาก๊าซสวนชาวโลก ปชช.เดือนร้อน ผู้ค้าก๊าซรอฟันกำไร 48%

Press 28APR2017 web01

เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคประชาชนแถลงข่าวคัดค้านการปรับค่าเอฟที (Ft) ของ กกพ. ที่เพิ่มขึ้น 12.52 สต./หน่วย คิดเป็นมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 8,538 ล้านบาท สวนทางกับค่าก๊าซธรรมชาติปากหลุมที่มีแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง ตั้งข้อสังเกตเหตุใด “กำไร” ผู้ขายก๊าซให้ กฟผ. มีช่วงกว้างมากคือ 17-36% ด้านตัวแทนเครือข่ายสลัมสี่ภาควอนรัฐลดความเหลื่อมล้ำ ย้ำให้เห็นใจประชาชนอย่าขึ้นค่าเอฟทีโดยไม่มีเหตุผล

วันนี้ (28 เม.ย.60) เวลา 10.30 น. ณ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค

คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน (คอบช.), มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, สหพันธ์องค์กรผู้บริโภค, เครือข่ายสลัมสี่ภาค และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภาคประชาชน แถลงข่าวคัดค้านการปรับค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ตามมติที่ประชุมของกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เมื่อวันที่ 19 เม.ย.60 ซึ่งจะปรับค่าเอฟทีงวดเดือน พ.ค.-ส.ค.60 เพิ่มขึ้น 12.52 สตางค์/หน่วย (จากเดิมปัจจุบันค่าเอฟทีอยู่ที่ -37.29 สต./หน่วย เป็น -24.77 สต./หน่วย) ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นถึง 8,538 ล้านบาท ซึ่งเป็นการปรับค่าเอฟทีในรอบ 2 ปี 7 เดือน โดยให้เหตุผลว่าหนึ่งในสี่ปัจจัยที่มีผลต่อการปรับขึ้นค่าเอฟทีในช่วงดังกล่าว เป็นเพราะแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติที่เพิ่มขึ้น 9.35 บาทต่อล้านบีทียู

ผศ.ประสาท มีแต้ม กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านบริการสาธารณะ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน (คอบช.) กล่าวว่า การคาดการณ์ของกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ที่คาดว่าราคาก๊าซธรรมชาติจะเพิ่มขึ้นนั้น สวนทางกับความเป็นจริงจากแนวโน้มของราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุมที่มีแนวโน้มลดลงตลอด 18 เดือนที่ผ่านมา โดยอ้างว่า “ตามรอบการปรับราคาสัญญา” จากทั้งอ่าวไทยและพม่า ทั้งที่ราคาก๊าซฯ ทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง (รวมทั้งราคาก๊าซจากพม่าด้วย)

โดยถึงแม้ว่าหากราคาก๊าซฯ เพิ่มขึ้นจริงตามที่ กกพ. คาดการณ์ โดยมีค่าปัจจัยค่าเชื้อเพลิงของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (กฟผ.) เพิ่มขึ้นไม่เกิน 4.08 สต./หน่วย ปัจจัยค่าซื้อไฟฟ้าจากเอกชนของ กฟผ. ค่าความพร้อมจ่ายลดลง 0.16 สต./หน่วย ค่าพลังงานไฟฟ้าของเอกชน ควรจะใกล้เคียงกับค่าซื้อเชื้อเพลิงของ กฟผ. และค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐบาล เพิ่มขึ้น 0.64 สต./หน่วย ซึ่งรวมกันแล้ว ค่าเอฟทีเพิ่มขึ้น ไม่เกิน 5 สต./หน่วย ยังไงก็ไม่เกิน 12.52 สต./หน่วย

นอกจากแนวโน้มราคาก๊าซธรรมชาติทั่วโลกที่มีแนวโน้มลดลงแล้ว หากพูดถึงความสมเหตุสมผลของราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุม และราคาที่ กฟผ.รับซื้อที่โรงไฟฟ้า สถิติตั้งแต่เดือน พ.ค.58 – ก.พ.60 “กำไร” ของผู้ขายก๊าซให้ กฟผ. มีช่วงกว้างมากถึง 17-36% ซึ่งเป็นที่น่าแปลกใจว่า ทำไมกำไรถึงแกว่งได้มากขนาดนี้ ซึ่งในเดือน ก.พ.60 (ราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุมอยู่ที่ 169 บาท/ล้านบีทียู, ราคาที่ กฟผ.รับซื้อที่โรงไฟฟ้า 231 บาท/ล้านบีทียู) กำไรของผู้ขายก๊าซให้ กฟผ. อยู่ที่ 36% และหากสมมติว่าในเดือน พฤษภาคม 60 ราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุม (ซึ่งมีแนวโน้มลดลง) ยังคงอยู่ที่ 169 บาท/ล้านบีทียู เหมือนกับเดือน ก.พ.60 และรับซื้อในราคา 250 บาท/ล้านบีทียู (ตามการคาดการณ์ของ กกพ.) ผู้ขายจะได้กำไรเท่ากับ 48% ซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติแต่ละ 1% มีมูลค่าในหลักแสนล้านบาท ซึ่งการควบคุมกิจการท่อก๊าซเป็นหน้าที่โดยตรงของ กกพ. ซึ่งไม่เคยสงสัยเลยหรือว่าทำไมอัตรากำไรถึงได้แกว่งมากถึงขนาดนี้

"โดยสรุปท่ามกลางราคาก๊าซธรรมชาติปากหลุมที่ลดลงอย่างต่อเนื่องใน 18 เดือนทีผ่านมา ถ้าสมมติว่าราคาก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นจริงตามที่ กกพ.คาด ค่าเอฟทีที่เพิ่มขึ้นก็ไม่เกิน 5 สตางค์/หน่วย แต่ทำไม กกพ.ถึงคาดการณ์สูง และสูงกว่าที่ กฟผ.คาดการณ์ไว้ด้วยซ้ำ"

นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวเสริมว่า เห็นชัดเจนว่าถ้ายึดตัวเลขตาม กกพ.คาดการณ์ไว้ก็ขึ้นไม่ถึง 12 สตางค์/หน่วย "ถือว่าการคาดการณ์อาจผิดพลาด จึงไม่มีความจำเป็นที่ต้องขึ้นค่าไฟฟ้าผันแปรเลย”

ด้านนายจำนงค์ หนูพันธ์ ที่ปรึกษาเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า จากการที่จะประกาศขึ้นค่าเอฟที ทำให้คนจนทั่วประเทศรู้สึกวิตก ขณะนี้บางชุมชนจ่ายค่าไฟหน่วยละ 8 บาท บางชุมชนหน่วยละ 10 บาท ในขณะที่รายได้เท่าเดิมหรือน้อยลง แต่ค่าใช้จ่ายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรัฐบาล แต่เป็นการสร้างความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนให้มีมากขึ้น แต่การจะขึ้นค่า เอฟทีมาจากการคาดการณ์โดยไม่มีเหตุผล

ด้านนางสาวนุชนารถ แท่นทอง ประธานเครือข่ายสลัมสี่ภาค กล่าวว่า ที่ผ่านมาคนในชุมชนแออัดจะใช้ไฟพ่วงกัน มีทั้งบ้านเช่า เวลาได้รับการลดหย่อน ก็ไม่เคยได้รับการยกเว้น เพราะการพ่วงไฟมาใช้ร่วมกันค่าไฟตก 8-12 บาท บางบ้านใช้ค่าไฟเดือนละ 2,000 กว่าบาท การให้เงินลงทะเบียนคนจน 1,500 – 3,000 บาท แต่การขึ้นค่าไฟ เราถือว่าเป็นการทำร้ายพวกเรา ทั้งทางตรงและทางอ้อม การขึ้นค่าไฟฟ้าในครั้งนี้ ถือว่าไม่เป็นธรรมสำหรับพวกเรา และคนทุกกลุ่มในสังคม เพราะประชาชนควรได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่รัฐสนับสนุน

นางสาวสารี กล่าวเสริมว่า มูลนิธิเพื่อผู้บริโภคได้รับเรื่องร้องเรียนปัญหาการเก็บค่าไฟบ้านเช่า-หอพักราคาแพง จำนวนไม่น้อย เนื่องจากไม่ได้เป็นผู้ใช้ไฟฟ้าโดยตรง จึงได้รับผลกระทบจากการปรับค่าเอฟทีอยู่แล้ว

ทางด้านนางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า แหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศไทยทั้งหมดอยู่ในระบบสัมปทาน แต่มีราคาก๊าซธรรมชาติที่ปากหลุมสูงกว่าราคาตลาดโลก ใกล้เคียงกับ LNG ที่นำเข้า ทรัพยากรธรรมชาติที่อยู่ในประเทศแต่ละแหล่งสูงกว่าราคาตลาดโลกทั้งนั้น ทรัพยากรธรรมชาติที่เป็นก๊าซในอ่าวไทยราคาที่ผ่านระบบสัมปทานเท่ากับราคา LNG ของต่างประเทศ และสูงกว่าราคาก๊าซธรรมชาติในต่างประเทศเกิน 100% ค่าก๊าซธรรมชาติที่ กกพ. คาดการณ์ถึง 250 บาทต่อล้านบีทียูนั้น เราไม่รู้หรอกว่ารวมค่าผ่านท่อแล้วมีมูลค่าเท่าไหร่ กกพ.ควรมีหรือไม่ เพราะมีหน้าที่กำกับดูแลราคาให้ความเป็นธรรมกับผู้บริโภค

นางสาวบุญยืน ศิริธรรม นายกสมาคมสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า กกพ.มีหน้าที่กำกับกิจการไฟฟ้าให้เกิดความเป็นธรรม ต้องกำกับการลงทุนให้สมเหตุสมผล ตอนนี้มีการผลิตไฟฟ้าเกินจำเป็นซึ่งเป็นภาระแก่ประชาชน กกพ.ก็ควรออกมาทำหน้าที่บอกคัดค้านการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่เพิ่ม กกพ.มีหน้าที่กำกับกิจการไฟฟ้าโดยตรง แล้วเราจะมี กกพ.ไปทำไม ใครอยากจะขึ้นอะไรก็ขึ้น ใครอยากจะโยนภาระให้ประชาชนก็โยน มีหรือไม่มี กกพ. ภาวะก็ไม่ต่างไปจากนี้

นางสาวสารี กล่าวปิดท้ายว่า อยากเห็น กกพ. ใช้ข้อมูลที่นำเสนอในวันนี้ ไปเป็นเหตุผลในการทบทวน การขึ้นค่าเอฟที 12 สตางค์ เพราะเป็นการคาดการณ์ที่ไม่มีเหตุผล "อยากให้ กกพ.ออกมารับผิดชอบ โดยจะทำจดหมายเป็นทางการขอให้ทบทวนและยุติการขึ้นปรับค่าเอฟที 12 สตางค์ เพราะเงิน 12 สตางค์ต่อหน่วย โดยรวมคิดเป็นเงินหลายหมื่นล้านบาท เป็นการเอาเงินจากคนจนไปสนับสนุนภาคเอกชนขนาดใหญ่ ซึ่งไม่เป็นธรรม รัฐบาลควรจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำของประชาชน”

ดาวน์โหลด เอกสารประกอบการแถลงข่าว คลิกที่นี่

 

พิมพ์ อีเมล

คอบช. เสนอ 'BEM' เลิกเก็บค่าเปลี่ยนบัตรโดยสาร เหตุผู้บริโภคเสียหายนับร้อยล้านบาท

590527 actionnews1
คอบช. เสนอ 'BEM' เลิกเก็บค่าเปลี่ยนบัตรโดยสาร เหตุผู้บริโภคเสียหายนับร้อยล้านบาท พร้อมร้อง รฟม.ตรวจสอบการเก็บค่าบริการไม่จำเป็น แนะ สคบ. จัดการ ถ้าไม่ทำตามโฆษณา

คลิกเพื่ออ่านต่อ >>

พิมพ์ อีเมล

เผยผลโพล ระบุ ก๊าซหุงต้มแพงเกินจริง จี้พาณิชย์คุมราคา

5901280012333

เมื่อวันที่ 28 มกราคม ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการบริการสาธารณะ ภายใต้คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน (คอบช.ด้านบริการสาธารณะ) และเครือข่ายผู้บริโภค เปิดเผยผลสำรวจราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มทั่วประเทศ ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.)

คลิกเพื่ออ่านต่อ >>

พิมพ์ อีเมล

คอบช. เผยผลสำรวจราคาแก๊สสุดโหด สวนราคาน้ำมันดิบ เหตุ LPG โรงแยกก๊าซแพงกว่าตลาดโลก

590128 whact lpg4

         เมื่อวันที่ ๒๘ มกราคม ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการบริการสาธารณะ ภายใต้คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน และเครือข่ายผู้บริโภค เปิดเผยผลสำรวจราคาขายปลีกก๊าซหุงต้มทั่วประเทศ ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.)

         นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา เจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มพบ. กล่าวว่า คณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) ประกาศแจ้งราคาจำหน่ายปลีกแนะนำก๊าซปิโตรเลียมเหลวบรรจุถัง (ก๊าซหุงต้ม) ขนาด ๑๕ กิโลกรัม ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล ราคาไม่เกินถังละ ๓๗๐ บาท โดยรวมค่าขนส่งถึงผู้ซื้อไม่เกิน ๕ กิโลเมตร ขณะที่ราคาในต่างจังหวัด กรมการค้าภายในแจ้งว่า เป็นอำนาจของคณะกรรมการส่วนจังหวัดว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กจร.) ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการออกราคากำหนด โดยคณะกรรมการฯ เห็นว่าต้องใช้เกณฑ์ ๓๗๐ บาทยึดเป็นเบื้องต้น

         นายอิฐบูรณ์ ให้ข้อมูลการสำรวจพบว่า พื้นที่กรุงเทพฯ สำรวจ ๑๖ ร้านค้าใน ๑๕ เขต มีร้านที่จำหน่ายก๊าซหุงต้มสูงกว่าราคาแนะนำร้อยละ ๑๙ โดยราคาสูงสุดที่พบ คือ ๓๘๐ บาท จำหน่ายเท่ากับราคาแนะนำร้อยละ ๖๒ และจำหน่ายต่ำกว่าราคาแนะนำร้อยละ ๑๙ ขณะที่เขตปริมณฑล ราคาสูงสุดที่สำรวจได้อยู่ที่ จ.ปทุมธานี คือ ๔๐๐ บาท โดยจำหน่ายราคาสูงกว่าราคาแนะนำร้อยละ ๖๕ แล้วยังบวกค่าขนส่งเพิ่มเข้าไปด้วย ซึ่งผิดกฎหมาย ทำให้เห็นว่ามีปัญหาในการควบคุมราคา

         เจ้าหน้าที่ศูนย์พิทักษ์สิทธิฯ กล่าวว่า การสำรวจในภาคกลาง จำหน่ายก๊าซราคาสูงกว่าราคาแนะนำร้อยละ ๓๓ โดย จ.ชัยนาท พื้นที่นอกเขตเทศบาลราคาก๊าซถูกกว่าในเทศบาล จึงไม่แน่ใจว่าการกำหนดราคาขึ้นกับอะไร นอกจากนี้ ยังมีปัญหาเรื่องการไม่แจ้งราคาที่สถานที่จำหน่ายอีกด้วย ส่วนภาคตะวันตก มีสัดส่วนการขายเกินราคากำหนดร้อยละ ๕๓ และไม่แจ้งราคาที่ร้านถึงร้อยละ ๖๗ ส่วนภาคตะวันออก จำหน่ายสูงกว่าราคาแนะนำร้อยละ ๘๖ และไม่มีป้ายแสดงราคาร้อยละ ๘๘

         ขณะที่ภาคเหนือ จำหน่ายราคาสูงกว่าร้อยละ ๖๙ และไม่แสดงราคาร้อยละ ๕๗ ส่วนภาคอีสาน ราคาสูงสุดอยู่ที่ ๔๔๐ บาท ต่ำสุดราคา ๒๙๕ บาท โดยจำหน่ายสูงกว่าราคาแนะนำร้อยละ ๗๖ และไม่แจ้งราคาร้อยละ ๘๙ ด้านภาคใต้ ที่ไม่รวมพื้นที่บนเกาะ มีราคาจำหน่ายสูงกว่าราคาแนะนำร้อยละ ๘๗

         นายอิฐบูรณ์ กล่าวว่า คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ให้ข้อมูลว่า ราคาแอลพีจีของตลาดโลกมีราคา ๑๓.๑๕ บาทต่อกิโลกรัม แต่ราคาของ กบง. อยู่ที่ ๑๕.๙๘ บาท ซึ่งสูงกว่าราคาตลาดโลก ในขณะที่ทิศทางราคาก๊าซแอลพีจี (LPG) ของตลาดโลกมีแนวโน้มต่ำลง คณะกรรมการฯ จึงต้องการให้กระทรวงพลังงานแถลงข่าวให้ประชาชนเข้าใจเรื่องต้นทุนโครงสร้างราคา เพื่อให้ประชาชนเข้าใจตรงกันมากขึ้น ทั้งนี้ นายอิฐบูรณ์ กล่าวถึงข้อเสนอของคณะกรรมการองค์การอิสระฯ มีดังนี้ คือ

         ๑. ราคาก๊าซธรรมชาติจากปากหลุม ให้คณะกรรมการปิโตรเลียมและคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานเปิดเผยราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นวัตถุดิบในการผลิตแอลพีจี และเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า โดยนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซต์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบเทียบกับราคาตลาดโลกได้
         ๒. ราคาก๊าซแอลพีจีจากโรงแยกก๊าซต้องต่ำกว่าราคาตลาดโลก เพราะโรงแยกก๊าซอยู่ในประเทศไทย ใช้ทรัพยากรในประเทศ และส่วนใหญ่ก็คืนทุนมานานแล้ว จึงต้องพิจารณาโดยเร่งด่วน
         ๓. ราคาก๊าซแอลพีจีนำเข้าให้ใช้วิธีประมูล เพื่อให้ได้ราคาที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด
         ๔. ให้ กบง.ปรับปรุงค่าการตลาดให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน เพื่อบรรเทาภาระของประชาชน และกระจายรายได้ไปยังผู้ค้ารายย่อย
         ๕. ราคาขายปลีกปลายทาง ให้กระทรวงพาณิชย์ออกประกาศควบคุมราคาก๊าซหุงต้มทุกจังหวัด เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคและผู้ค้ารายย่อย


         นายอิฐบูรณ์ กล่าวด้วยว่า การสำรวจครั้งนี้ทำในนามคณะกรรมการองค์การอิสระฯ โดยคณะกรรมการฯ จะมีหนังสือไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และให้เครือข่ายผู้บริโภคทั่วประเทศ พิทักษ์ประโยชน์ของตัวเอง เช่น เข้ายื่นหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และจะทำหนังสือถึงกระทรวงพลังงาน และกระทรวงพาณิชย์ เพื่อให้คุ้มครองผู้บริโภค โดยเริ่มจากเรื่องราคาก๊าซก่อน

         “แม้จะมีหน่วยงานใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการมีคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน แต่เราก็จะไม่ย่อท้อที่จะผลักดันให้เกิดกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งเรามุ่งหวังให้รัฐออกกฎหมายองค์การอิสระฯ เพื่อคุ้มครองให้ประชาชนดูแลตัวเองได้” นายอิฐบูรณ์ กล่าว

         ด้าน นางสาวบุญยืน ศิริธรรม ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า ก๊าซเป็นสินค้าที่ควบคุมราคา แต่การควบคุมราคาของหน่วยงานรัฐหย่อนยาน ทำให้ราคาไม่เสถียร จึงต้องการเห็นการควบคุมราคา ไม่ควรให้ผู้บริโภคไปเผชิญปัญหาเอง

         “เราอยากให้รัฐบาลควบคุมราคาก๊าซให้เข้มข้นเหมือนราคาหวย เพราะเราต้องใช้ก๊าซทุกวัน” ประธานสหพันธ์องค์กรผู้บริโภคกล่าวและว่า เขาต้องการเห็นการกำหนดกติกา และควบคุมราคาอย่างจริงจัง และให้มีการแข่งขันกันได้ โดยไม่ให้มีใครผูกขาดการนำเข้า หรือผูกขาดการผลิตโดยบริษัทเดียว และการประกันราคารายได้ให้ผู้ประกอบการ ทำให้ราคาก๊าซแพงกว่าการนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งรัฐต้องดูแลให้ราคาก๊าซโรงกลั่นในประเทศถูกกว่านำเข้า

         นายรุ่งชัย จันทสิงห์ นักวิชาการด้านพลังงาน ผู้ประสานเครือข่ายประชาชนปฏิรูปพลังงานไทย ให้ความเห็นว่า ราคาก๊าซแอลพีจีควรมีราคาลดลง เพราะแนวโน้มในเดือนกุมภาพันธ์ ราคาในตลาดโลกจะลดลงอีก ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีที่กระทรวงพลังงานจะปรับลดราคาลงมา

         “จากความไม่รู้ของประชาชนว่าราคาก๊าซมีการชดเชยค่าขนส่งให้แล้ว ทำให้ผู้ประกอบการเอาเปรียบประชาชน ดังนั้นราคาก๊าซควรเท่ากันทั่วประเทศ” นักวิชาการด้านพลังงานระบุ
นายประสาท มีแต้ม ประธานคณะอนุกรรมการบริการสาธารณะ ด้านพลังงาน ให้ข้อมูลว่า ราคาก๊าซที่ผลิตในประเทศไทยมีราคาสูงขึ้นมาตลอดตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ เป็นต้นมา ขณะที่ราคาน้ำมันลดลงในช่วง ๒ ปีที่ผ่านมา ทั้งที่ราคาก๊าซและราคาน้ำมันในต่างประเทศจะสัมพันธ์กัน ซึ่งขณะนี้ราคาก๊าซในตลาดโลกขายที่ ๑๐๐ บาทต่อล้านบีทียู แต่ประเทศไทยขาย ๒๒๐ บาทต่อล้านบีทียู ซึ่งแพงกว่าเป็น ๒ เท่า “ก๊าซที่ผลิตในไทย ส่วนใหญ่ใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งสัมพันธ์ว่าทำไมค่าไฟไม่ลด เพราะก๊าซขึ้นตลอด แต่ราคาน้ำมันดิบขึ้นๆ ลงๆ” นายประสาท กล่าว

         ด้าน นางสาวรสนา โตสิตระกูล อดีตสมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพฯ ให้ความเห็นว่า ราคาก๊าซในตลาดโลก ๑๓.๑๕ บาท แต่ราคาของไทยแพงกว่าราคาตลาดโลก ทั้งที่เป็นทรัพยากรในประเทศ และโรงก๊าซก็สร้างขึ้นมาโดยภาษีของประชาชน ดังนั้นราคาจริงควรถูกลง และหากรัฐบาลจะปฏิรูปโครงสร้างราคาที่เป็นธรรม ราคาก๊าซที่โรงแยก จะต้องถูกกว่าราคาตลาดโลก โดยเสนอให้ กบง.ต้องกำหนดให้ราคาเนื้อก๊าซแอลพีจีก่อนบวกภาษีควรอยู่ที่ราคาต่ำกว่าราคาตลาดโลก คือ ราคาประมาณ ๑๐ บาท เพื่อให้ราคาปลีกไม่ควรเกิน ๑๘ บาทต่อกิโลกรัม ไม่ใช่ ๒๒.๒๙ บาท ซึ่งจะทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากก๊าซที่มาจากในประเทศ และสอดคล้องกับราคาตลาดโลกที่ลดลง

         ขณะที่ นายปฏิวัติ เฉลิมชาติ ตัวแทนสมาคมผู้บริโภคจังหวัดขอนแก่น ให้ความเห็นว่า เครือข่ายฯ จะนำเรื่องร้องเรียนเรื่องการขายเกินราคาส่งให้ กจร. เพื่อดูว่าคณะกรรมการฯ จะจัดการอย่างไร

พิมพ์ อีเมล

เนื้อหาอื่นๆ...

  • 1
  • 2