2nd benefit

2nd benefit

  • หน้าแรก

องค์กรผู้บริโภคจับมือภาคธุรกิจยุติการใช้สารพาราควอต ส่งสัญญาณ เราหยุดแล้ว ใยท่านจึงไม่หยุด

610520 news
วันนี้ (20 พ.ค. 61)คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) ร่วมกับเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (SVN Thailand) และ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค (มพบ.) จัดประชุม "ความร่วมมือองค์กรผู้บริโภค-ภาคธุรกิจ ยุติการใช้สารพาราควอต" เห็นร่วมกันต้องยุติการใช้สารกำจัดวัชพืชในกระบวนการผลิตโดยเฉพาะอย่างยิ่งพาราควอต เพื่อความปลอดภัยของทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค พร้อมเสนอนายก-กรรมการวัตถุอันตรายประกาศยกเลิกการใช้สารพาราควอต

คลิกเพื่ออ่านต่อ >>

พิมพ์ อีเมล

เครือข่ายองค์กรผู้บริโภคเรียกร้องนายกฯ – กรรมการวัตถุอันตราย แบนพาราควอต

610518 news

เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ขอนายกรัฐมนตรี และกรรมการวัตถุอันตราย สั่งยกเลิกการใช้พาราควอตในการประชุมวันที่ 23 พฤษภาคม นี้ ชี้ข้อมูลนักวิชาการระบุชัดถึงอันตราย ตกค้างในสิ่งแวดล้อมร สัตว์และคน

คลิกเพื่ออ่านต่อ >>

พิมพ์ อีเมล

คอบช.สำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคต่อฉลากอาหาร GMO หวังพัฒนาฉลากที่เข้าใจง่าย

610208 gmo
คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน โดยอนุกรรมการด้านอาหาร จัดทำแบบสำรวจความคิดเห็นผู้บริโภคต่อ ต่อการติดฉลาก GMOs เพื่อพัฒนาฉลากอาหารให้ผู้บริโภคเข้าใจง่าย ชัดเจน และน่าสนใจ อันนำมาสู่ความปลอดภัยในการบริโภค

คลิกเพื่ออ่านต่อ >>

พิมพ์ อีเมล

คอบช.ชวนตอบแบบสอบถาม การพัฒนาการกำกับดูแลโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพเกินจริง

610116 adเชิญชวนนิสิต นักศึกษา และทุกท่าน ร่วมตอบแบบสอบถาม เพื่อให้เกิดคลังข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพ ไว้ตรวจสอบข้อมูลผลิตภัณฑ์สุขภาพ และข้อความโฆษณาว่าเกินจริงหรือไม่


แบบสอบถามชุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยของคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค ภาคประชาชน ด้านสื่อและโทรคมนาคม เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะเชิงระบบ กลไกการกำกับดูแลโฆษณาผลิตภัณฑ์สุขภาพในสื่อต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การคุ้มครองผู้บริโภคเพื่อสร้างความมั่นใจในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์สุขภาพทางสื่อต่างๆ ได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น
ทั้งนี้ข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถามจะถูกเก็บเป็นความลับเพื่อใช้ในการวิจัยเท่านั้น
"ความคิดเห็นทุกคน ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้"

ร่วมตอบแบบสอบถาม
1. คลิกลิ้งก์
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLScTLaCnSvRGxTHMlOOKQSZORdH1Kb95wa04aiXzSGQ-vlIGrg/viewform 

2. scan QR Code เพื่อเข้าสู่การตอบแบบสอบถาม

ขอบคุณผู้ให้ข้อมูลทุกท่าน
2. scan QR Code เพื่อเข้าสู่การตอบแบบสอบถาม

ระยะเวลารวบรวมข้อมูล 16/01/2561 - 16/02/2561

 อ่านข้อมูลเพิ่มเติมจากนิตยสารฉลาดซื้อ 

พิมพ์ อีเมล

หวั่น ปชช.เสี่ยงบริโภคอาหารตีกลับด้อยคุณภาพ หลัง อย.โอนภารกิจให้ กษ.ดูแลอาหารนำเข้า อาจเข้าข่ายลักไก่ ไม่มีกฎหมายรองรับ

press 9SEP2016-01

7 กันยายน 2559 เวลา 13.30 น. ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค คณะอนุกรรมการด้านอาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ (คอบช.) แถลงข่าวแสดงความเป็นห่วง กรณีเลขาธิการ อย.ออกประกาศสำนักงานฯ ถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจสอบการนำเข้าสินค้าอาหารที่ยังไม่แปรรูป ได้แก่ เนื้อสัตว์ สัตว์น้ำ เครื่องเทศ ธัญพืช และถั่ว หวั่นประชาชนต้องบริโภคอาหารถูกตีกลับจากการส่งออกที่ด้อยคุณภาพและไม่ได้มาตรฐาน เปรียบเหมือนใช้ผู้บริโภคเป็นตัวประกันเพื่อเจรจาต่อรองผลประโยชน์การส่งออกสินค้าระหว่างประเทศ

press 9SEP2016-04

น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล อนุกรรมการด้านอาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ องค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการฯได้มีการพิจารณาเรื่องนี้ด้วยความห่วงใยประเทศ ทั้งการออกประกาศทั้งที่ไม่มีกฎหมายรองรับ การใช้การอนุญาตนำเข้าอาหารซึ่งมีเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคไปเป็นการเจรจาต่อรองทางการค้ากับประเทศคู่ค้า และการรวบอำนาจการดูแลด้านอาหารนำเข้า-ส่งออกและตีกลับไปไว้ที่หน่วยงานด้านเศรษฐกิจเกรงว่าจะเป็นการซ้ำรอยความผิดพลาดในอดีต

“เป็นประกาศ อย.ที่มีความผิดปรกติอย่างมากเพราะไม่ได้อ้างอิงถึงอำนาจตามกฎหมาย ไม่มีตราครุฑ ไม่มีลายเซ็น แต่เป็นการอ้างอิงนโยบายรัฐมนตรีและข้อเสนอคณะทำงานจัดทำแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบการนำเข้า-ส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ภายใต้คณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่มีเพียงทหาร ข้าราชการ นักธุรกิจผู้มีส่วนได้ส่วนเสียไม่มีตัวแทนผู้บริโภค อีกทั้งการตรวจสอบสินค้าที่เป็นอาหาร อย.ไม่สามารถถ่ายโอนภารกิจให้กระทรวงเกษตรฯได้เพราะพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 ไม่ได้ให้อำนาจ อย.กระทำเช่นนั้น หาก อย.ถ่ายโอนภารกิจการตรวจให้กระทรวงเกษตรฯ กระทำหน้าที่แทนก็ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย”

นอกจากนี้ สินค้าที่ถ่ายโอนภารกิจตามประกาศ อย.ซึ่งลงวันที่ 29 เม.ย.59 นั้น แม้จะแยกเป็นสินค้าเกษตรเฉพาะสินค้าอาหารตามพิกัดศุลกากรและรหัสสถิติ (HS Code) ที่มีรายละเอียดตามเอกสารแนบท้ายประกาศฯ ข้อ 1 ให้กระทรวงเกษตรฯดูแล แต่ในข้อ 2 กลับซ่อนเงื่อนงำสินค้าอาหารทุกพิกัดที่ส่งออกแล้วถูกตีกลับโดยไม่มีวัตถุประสงค์เพื่อการจำหน่ายภายในประเทศ ยิ่งไปกว่านั้น ในข้อ 3 ให้กระทรวงเกษตรฯดูแลสินค้าอาหารที่ถูกตีกลับที่อาจมีวัตถุประสงค์เพื่อการจำหน่ายในประเทศ

“ฉะนั้น ไม่ว่าสินค้าอาหารที่ได้มีการส่งออกแล้วถูกตีกลับไม่ว่าจะมีวัตถุประสงค์เพื่อจำหน่ายหรือไม่จำหน่ายในประเทศจะอยู่ภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรฯ แทน อย. ซึ่งเดิมหากมีการตีกลับแล้วจะนำกลับมาผลิตหรือจำหน่ายในประเทศจะต้องผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการอาหารอย่างเข้มงวด จากการไม่ทำหน้าที่ตามกฎหมายของ อย.ครั้งนี้ จึงน่าเป็นห่วงด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนในประเทศ เพราะจากรายงานของคณะทำงาน สนช.ที่อ้างถึงนี้ มีความชัดเจนว่า ต้องการแก้ปัญหาและลดภาระให้อุตสาหกรรมอาหาร”

press 9SEP2016-02

 

น.ส.ปรกชล อู๋ทรัพย์ กล่าวว่า โดยโครงสร้างเดิมของกระทรวงเกษตรฯ ก็ไม่ได้มีเพื่อการนี้ ซึ่งการถ่ายโอนภารกิจจะทำให้ภาระงานของกระทรวงเกษตรฯต้องรับผิดชอบมีมากขึ้น และเป็นภารกิจที่ต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้บริโภคซึ่งเป็นภารกิจของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาโดยตรง ประกอบกับก่อนหน้านี้ที่พบสารพิษตกค้างเกินค่ามาตรฐานในผักผลไม้ที่ได้รับตรารับรองมาตรฐานQ และ OrganicThailand จากกระทรวงเกษตรฯ ก็เป็นการสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาในการกำกับดูแลมาตรฐานสินค้าของกระทรวงเกษตรฯ

 

 

 

press 9SEP2016-03

 

รศ.ดร.จิราพร ลิ้มปานานนท์ ให้ความเห็นว่า “ในบทบาทหน้าที่ของกระทรวงเกษตรฯ ที่จะสนับสนุนการส่งออกเพื่อสร้างรายได้ให้ประเทศ ตรงนั้นอาจเป็นเหตุผลที่มักถูกอ้างตลอดเวลาว่า หากดูแลเฉพาะการส่งออก ถ้าสินค้าถูกตีกลับจากประเทศปลายทาง เราจะไม่มีมาตรการอะไรที่จะไปใช้ต่อรอง ซึ่งถ้าคิดแบบนี้แปลว่าคิดบนฐานของเศรษฐกิจมาก่อนความปลอดภัยของผู้บริโภค ถ้าสินค้าถูกตีกลับแปลว่าอาหารนั้นไม่ปลอดภัยจึงถูกตีกลับ ทำให้เกิดคำถามว่า นั่นเป็นการดูแลประชาชนจริงหรือไม่ ?”

คณะอนุกรรมการด้านอาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ คอบช. ยังตั้งข้อสังเกตว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เน้นเรื่องการค้าและการเจรจาต่อรองเพื่อขายสินค้าเกษตรและอาหาร แต่ในประกาศ อย. ถ่ายโอนภารกิจดังกล่าว ให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เป็นผู้ตรวจสอบคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารหากมีการกระทำการฝ่าฝืนต่อพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 หากมีการวิ่งเต้นหน่วยงานที่ได้รับการถ่ายโอนภารกิจให้มีการช่วยเหลือผู้ส่งออกที่สินค้าถูกตีกลับจะเกิดขึ้นอย่างง่ายดายขึ้นหรือไม่ เมื่อไม่มีหน่วยงานที่ดูแลด้านความปลอดภัยของสินค้าอาหารเช่น อย. มาคอยถ่วงดุลการตรวจสอบสินค้าและอาหาร

“ตั้งแต่ปี 2545 เคยมีแรงผลักดันจากภาคธุรกิจที่จะดึงงานควบคุมดูแลเรื่องอาหารทั้งหมดให้ไปอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว คือ สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มอกช.) ภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ด้วยเหตุผลเพื่อให้เกิดการแข่งขันได้ดียิ่งขึ้นทางด้านเศรษฐกิจ โดยแทบไม่สนใจเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภค เช่นเดียวกับเหตุผลที่อ้างอิงในรายงานคณะทำงานของ สนช. แต่ครั้งนั้นมีการทัดทานจากหลายฝ่ายทำให้รัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ไม่ได้ดำเนินตามเสียงเรียกร้องของกลุ่มธุรกิจอาหาร ไม่น่าเชื่อว่า จะมาสำเร็จในรัฐบาลทหารของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งเชื่อว่าจะส่งผลกระทบสุขภาพอนามัยของประชาชนในประเทศไทย เช่นที่เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อครั้งวัวบ้าระบาดในอังกฤษ และไข้หวัดนกในไทย ซึ่งในปัจจุบัน อังกฤษต้องทบทวนบทเรียนแยกหน่วยงานด้านความปลอดภัยอาหารออกมาจากกระทรวงด้านเศรษฐกิจ แต่ของไทยกลับไม่มีการสรุปบทเรียนทางอนุกรรมการอาหารและยา คอบช.จึงเสนอให้มีการทบทวนเรื่องดังกล่าว และ ขอให้ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ชี้แจงอย่างละเอียดว่า มีกระบวนการตรวจสอบสินค้าอาหารตีกลับอย่างไร มีหน่วยงานหรือภาคส่วนใดเข้าไปร่วมตรวจสอบสร้างความสมดุล ประชาชนจะมีความปลอดภัยต่อการบริโภคอาหารที่ถูกส่งคืนกลับมาอย่างไร และจะคุ้มครองผู้บริโภคอย่างไร

ทั้งนี้ ประกาศฉบับนี้นั้นมีผลบังคับใช้ไปแล้ว ตั้งแต่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา

link: ประกาศสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา เรื่อง การถ่ายโอนภารกิจให้หน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ตรวจสอบการนำเข้าสินค้าอาหาร

พิมพ์ อีเมล

จี้ อย.หยุดเดินตาม “ประชารัฐ” ชี้อาจแทรกแซง-ทำลายสิทธิผู้บริโภค

press 150859-004-cover web

องค์กรผู้บริโภค เผย อย. อาจกำลังทำลายการคุ้มครองผู้บริโภคหากเดินตามข้อเสนอของ โครงการสานพลังประชารัฐ เหตุ “ประชารัฐ” ขอแก้ไขประกาศกระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 367 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ อ้างเป็นอุปสรรคต่อการค้า และมีข้อกำหนดหลายประการไม่สามารถปฏิบัติได้ ทั้งๆ ที่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้รวมช่วงเวลาผ่อนผันให้ใช้ฉลากเก่ากว่า 2 ปี ซึ่งมีหลายบริษัทได้เปลี่ยนแปลงฉลากตามประกาศดังกล่าวแล้ว คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค จี้ อย. เดินหน้าใช้ประกาศฉลากรูปแบบใหม่ โดยไม่ต้องมีการปรับแก้ ตามที่ “ประชารัฐ” เสนอ เพื่อปกป้องสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภค

         วันนี้ (15 ส.ค. 2559) ณ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี คณะอนุกรรมการด้านอาหาร ยา หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) ร่วมกับมูลนิธิเพื่อผู้บริโภคและเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค ยื่นหนังสือคัดค้าน อย. ให้หยุดการพิจารณาปรับแก้ประกาศกระทรวงสาธารณสุขฉบับที่ 367 เรื่องการแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ

         จากการที่ประชารัฐกลุ่มอุตสาหกรรมอาหารขอให้ยกเลิกประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ.2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ให้กลับมาใช้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 194) พ.ศ.2543 เรื่องฉลาก โดยประชารัฐกลุ่มนี้อ้างในเอกสารว่า ไม่สามารถทำตามประกาศ สธ.ที่ 367 เพราะ มีข้อจำกัดมากมาย ไม่สามารถปฏิบัติได้จริงและสับสน และไม่สามารถทำฉลากใช้ร่วมกับประเทศอื่นได้ ต้องมีสต็อกฉลากเฉพาะขายในประเทศไทยทำให้ต้นทุนสูง ซึ่งภายหลังมีการปรับข้อเสนอเป็นให้แก้ไขประกาศฯ แทน และได้มีการนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุมคณะอนุกรรมการพิจารณาหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และการแสดงฉลากอาหาร ของ อย. เพื่อให้มีการพิจารณาปรับแก้ประกาศฯ ฉบับที่ 367 เรื่อง การแสดงฉลากฯ ในวันนี้ และ คอบช. ได้มีการแถลงข่าวสนับสนุนให้ อย. เดินหน้าใช้ ประกาศฯ ฉบับที่ 367 เมื่อวันที่ 15 ก.ค. 59 นั้น

press 150859-002


         นายพชร แกล้วกล้า นักวิชาการ คอบช.
กล่าวว่า ประกาศฯ ฉบับที่ 367 มีความก้าวหน้าในการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลาก โดย มีการเพิ่มเติมการให้ข้อมูลสำหรับผู้แพ้อาหาร การแสดงรายการวัตถุเจือปนอาหารตามกลุ่มหน้าที่ซึ่งการแสดงนี้ครอบคลุมถึงวัตถุเจือปนอาหารที่ติดมากับวัตถุดิบที่ใช้การผลิตด้วย การกำหนดให้แสดงชื่อผู้ผลิต ผู้จัดจำหน่าย รวมถึงประเทศที่ผลิต การกำหนดขนาดอักษรในการแสดงฉลากให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่ฉลากเพื่อให้ฉลากสามารถอ่านได้ ซึ่งข้อปรับปรุงเหล่านี้ เป็นการปรับปรุงจากปัญหาต่าง ๆ ที่ อย. พบเจอมาในอดีต โดยได้ดำเนินการภายใต้แนวทางของมาตรฐานอาหารสากล (CODEX) ซึ่งถือเป็นการยกระดับการคุ้มครองผู้บริโภคด้านฉลากอาหารของประเทศไทย ดังนั้น หากคณะอนุฯ ของ อย. ชุดนี้ มีการพิจารณาปรับแก้ตามข้อเสนอของ ประชารัฐ ที่โดยรวม เสมือนจะให้กลับไปปฏิบัติแบบประกาศฯ ฉบับเดิม (194) นั้น จะเป็นการถอยหลังเข้าคลอง อย่างรุนแรง อาจเป็นการลิดรอนสิทธิพื้นฐานของผู้บริโภคซึ่งเป็นสิทธิที่ถูกระบุไว้ทั้งใน พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522(ข้อ 1 สิทธิที่จะได้รับข่าวสาร รวมทั้งคำพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ) และเป็นสิทธิผู้บริโภคสากล (ข้อ 2 สิทธิที่จะได้รับข้อมูลข่าวสาร : The Right to be Informed) ทำให้เข้าข่ายทำลายการคุ้มครองผู้บริโภค ซึ่ง คณะอนุฯ ชุดนี้ของ อย. จักต้องระวังและต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและถี่ถ้วนว่าสมควรปรับแก้ประกาศฯ ตามที่ “ประชารัฐ” เสนอมา หรือไม่ อย่างไร ซึ่งทางฝั่งภาคประชาชนมีความเห็นว่า สมควรเดินหน้าบังคับใช้ประกาศฯ ฉบับที่ 367 นี้ โดยไม่ต้องมีการปรับแก้

press 150859-003


         นายพงษภัทร หงส์สุขสวัสดิ์ ผู้จัดการสมาคมผู้บริโภคภาคตะวันตก
เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค กล่าวว่า อย. กำลังทำให้เกิดการปฏิบัติแบบ 2 มาตรฐานขึ้น ในการพิจารณาดำเนินงานภายใต้ข้อเสนอของกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่แตกต่างกัน ที่ผ่านมาเครือข่ายองค์กรผู้บริโภคภายใต้การดำเนินงานของ คอบช. ซึ่งเป็นภาคประชาชน เคยส่งหนังสือให้ อย. พิจารณาปรับแก้ ประกาศฯ เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารดัดแปรพันธุกรรม ตั้งแต่ปลายปี 2558 บัดนี้ผ่านมาเกือบ 9 เดือน อย. ดำเนินการแค่ทำหนังสือขอข้อคิดเห็นการแสดงฉลากของอาหารดัดแปรพันธุกรรม ไปยังหน่วยงานและองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่กับ ประเด็นนี้ การแก้ไขการแสดงฉลากอาหารในภาชนะบรรจุ ที่ “ประชารัฐ” ซึ่งเป็นกลุ่มของภาคธุรกิจ ได้เรียกร้องให้มีการปรับแก้ กลับใช้เวลาแค่หนึ่งเดือนก็จัดให้มีการประชุมคณะอนุกรรมการฯ ด้านฉลากเป็นการเฉพาะเพื่อให้มีการพิจารณาปรับแก้ตามข้อเรียกร้อง การกระทำเช่นนี้ นำมาซึ่งคำถามว่า อย. ดูแลใครกันแน่ระหว่างผลประโยชน์ของผู้บริโภคที่เป็นประชาชนทั่วไป กับ ผลประโยขน์ของภาคธุรกิจ   

 

press 150859-005นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า ตามที่คุณพงษภัทร กล่าวไปแล้ว ดูเหมือนว่า อย. จะเอาใจภาคธุรกิจจนทำให้การทำงานคุ้มครองสิทธิผู้บริโภคเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งสำหรับกรณีนี้กลับกลายเป็นการถอยหลังลงคลองเสียด้วยซ้ำ ฉะนั้น อย.จะต้องทบทวนบทบาทของตนเองให้ดีว่าภารกิจของตนอยู่ตรงไหนกันแน่

นางสาวสารี กล่าวต่อว่า จากข้อมูลการสำรวจฉลากของ คอบช. เมื่อระหว่างวันที่ 13 – 15 กรกฎาคม 2559 ที่ระบุว่าร้อยละ 84 มีการปรับแก้การแสดงฉลากตามประกาศฯ ฉบับที่ 367 แล้ว ชี้ให้เห็นว่า ข้ออ้างของประชารัฐที่ไม่สามารถทำตามประกาศ สธ.ที่ 367 นั้น ไม่จริง จึงขอเรียกร้องให้ อย. บังคับใช้ประกาศ ฯ 367 โดยไม่ต้องมีการปรับแก้ และให้มีกระบวนการตรวจสอบทั้งก่อนการจำหน่าย (pre-marketing) และหลังการจำหน่าย (post-marketing) อย่างต่อเนื่อง เป็นระบบ และให้มีการรายงานผลการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิดฐานแสดงฉลากไม่ถูกต้องต่อสาธารณะให้รับทราบด้วย เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีข้อมูลประกอบการเลือกสินค้าของตน ทั้งนี้หากต้องมีการปรับแก้ประกาศ สธ. ใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับฉลากอาหาร ขอให้ดำเนินการภายใต้มาตรฐานเดียวกันเพื่อส่งเสริมการคุ้มครองผู้บริโภคของประเทศไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานสากล

press 150859-006


ดร.ทิพย์วรรณ ปริญญาศิริ ผู้อำนวยการสำนักอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา
ตัวแทนรับมอบหนังสือจากคณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) และเครือข่ายองค์กรผู้บริโภค พร้อมรับปากว่าจะนำประเด็นดังกล่าวเข้าหารือในที่ประชุมในเรื่องที่ยังไม่ชัดเจน และจะพิจารณาให้เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย

     ทั้งนี้ คณะกรรมการองค์การอิสระเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภคภาคประชาชน (คอบช.) และเครือข่ายผู้บริโภคทั่วประเทศจะตรวจสอบเรื่องนี้อย่างเข้มข้น จะไม่ปล่อยให้ มีการทำลายการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิผู้บริโภคอย่างเด็ดขาด

 

 

ข้อเท็จจริง
ประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 367) พ.ศ.2557 เรื่อง การแสดงฉลากของอาหารในภาชนะบรรจุ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 6 มิถุนายน 2557 บังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 180 วัน นับจากวันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และให้ใช้ฉลากเดิมที่เหลืออยู่ต่อไป แต่ไม่เกิน 2 ปี ซึ่งวันสุดท้ายของการใช้ฉลากเดิมคือวันที่ 4 ธันวาคม 2559

press 150859-007

พิมพ์ อีเมล

เนื้อหาอื่นๆ...